News

สวัสดีครับ ช่วงนี้หายไปอีกแล้ว เนื่องจากวันจันทร์ - ศุกร์ ผมต้องอยู่ที่หอเลยไม่ค่อยมีเวลามาอัพบล๊อก

แต่เห็นมันไม่ไดมาอัพบล๊อกนานแล้วมันยังไงๆอยู่ เลยหาอะไรมาอัพซะหน่อย

พอดีผมไปเจอบทความตัวนึงมา พอดีเห็นมันน่าสนใจดีเลยเก็บมาให้อ่านนะครับ

เชื่อหรือไม่... ผึ้งสามารถรู้จำใบหน้ามนุษย์ได้

Cradit by :

tkman ขอบคุณที่หาบทความดีๆมาให้อ่านกันนะครับ

http://image.dek-d.com/4/604393/5917882jpg.


การศึกษาค้นคว้าชิ้นหนึ่งได้ค้นพบว่า บรรดาผึ้งทั้งหลายนั้นสามารถรู้จำใบหน้าของมนุษย์ได้จากภาพถ่าย และสามารถจำได้นานเป็นเวลาอย่างน้อย 2 วันเลยทีเดียว

การค้นพบดังกล่าวนี้ได้สลัดทิ้งความคลุมเครือทั้งหลายเกี่ยวกับคำถามที่ได้มีการศึกษาค้นคว้ามาอย่างยาวนานว่า ผึ้งนั้นมีความสามารถในการรู้จำใบหน้าของมนุษย์ได้เช่นเดียวกับความสามารถเช่นเดียวกันนี้ของมนุษย์ได้หรือไม่

นักวิทยาศาสตร์กล่าวเสริมว่า จากผลการค้นพบนี้อาจช่วยในการพัฒนาซอฟต์แวร์รู้จำใบหน้า (facerecognition software) รวมทั้งการศึกษาเจาะลึกไปถึงสมองของแมลงต่างๆ

นักวิจัยส่วนใหญ่เชื่อกันมานานแล้วว่า การรู้จำใบหน้านั้นต้องการสมองที่มีขนาดใหญ่ รวมทั้งบริเวณที่จำเพาะในสมองเพื่อการประมวลผลข้อมูลใบหน้าด้วย
ซึ่งเอเดรียน จี. ไดเออร์ (Adrian G. Dyer) หัวหน้าคณะผู้วิจัยงานชิ้นนี้กล่าวว่า การค้นพบนี้เป็นการขจัดข้อสงสัยไปจนหมดสิ้น

เขาเล่าว่า เมื่อเขาได้ค้นพบข้อมูลนี้แล้ว เขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมากถึงกับตะโกนบอกเพื่อนร่วมงานของเขาให้มาพบเขาโดยเร็ว เนื่องจากว่า "คงไม่มีใครเชื่อแน่ๆ
เพราะฉะนั้นให้นำกล้องถ่ายรูปติดตัวมาด้วย!!"

ไดเออร์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เราพบว่าสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง (invertebrate) จะมีความสามารถในการรู้จำใบหน้าของสิ่งมีชีวิตในสปีชี่ส์อื่นๆ
แต่ว่าไม่ใช่ผึ้งทุกชนิดที่จะมีความสามารถดังกล่าว

ในหลายกรณี มนุษย์เราไม่สามารถที่จะรู้จำใบหน้าได้ ซึ่งไดเออร์ให้ข้อสังเกตไว้ว่า ภาวะเช่นนี้เรียกว่า prosopagnosia

ในการศึกษากับผึ้ง ซึ่งจะถูกรายงานไว้ใน Journal of Experimental Biology ฉบับวันที่ 15 ธันวาคมนั้น ไดเออร์กับผู้ร่วมงานอีก 2 ท่านจะนำเสนอผึ้งกับภาพถ่ายใบหน้ามนุษย์จำนวนหนึ่งซึ่งได้มาจากแบบทดสอบมาตรฐานเกี่ยวกับจิตวิทยาของมนุษย์
ภาพถ่ายเหล่านี้จะมีความสว่าง สีของฉากหลัง ตลอดจนขนาดที่ใกล้เคียงกัน และรวมถึงให้มีเฉพาะภาพใบหน้าและช่วงคอเท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการที่บรรดาผึ้งที่นำมาทดลองนั้นจะตัดสินจากเสื้อผ้า
ในบางกรณี คนที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายนั้นมีความคล้ายคลึงกับตัวจริงเป็นอย่างมาก

คณะนักวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยโยฮันน์ กูเตนเบิร์ก (Johannes Gutenberg University) ในประเทศเยอรมนี พยายามที่จะฝึกหัดบรรดาผึ้งในการรู้จำว่า ภาพถ่ายใบหน้าคนมีหยดของเหลวที่ละลายด้วยน้ำตาลเอาไว้ใกล้ๆ
กัน จากนั้นรูปภาพอีกชุดหนึ่งที่แตกต่างกันจะถูกนำมาแทนที่หยดของเหลวดังกล่าว

ผึ้งจำนวนหนึ่งประสบความล้มเหลวในการรู้จำว่า พวกมันควรให้วามสนใจไปยังภาพถ่ายเท่านั้น ไดเออร์รายงานว่า แต่ทว่ามีผึ้งจำนวน 5 ตัว เรียนรู้ที่จะบินวนไปมาใกล้ๆ
ภาพถ่ายในแนวนอน ในมุมมองที่เหมาะสมกับการจ้องมองที่ภาพถ่ายนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ผึ้งเหล่านั้นมีแนวโน้มที่จะบินวนไปวนมาในระดับไม่กี่เซนติเมตรทางด้านหน้าของภาพถ่ายในชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะ
"
ร่อนลง" ไปเกาะบนภาพถ่ายนั้น

คณะผู้วิจัยค้นพบว่า บรรดาผึ้งเรียนรู้ที่จะแยกความแตกต่างระหว่างใบหน้าที่ถูกต้องออกจากใบหน้าที่ผิดด้วยความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 80 ถึงแม้ว่าใบหน้าพวกนั้นจะมีความคล้ายคลึงกันมากก็ตาม
และไม่ได้พิจารณาถึงว่าภาพถ่ายนั้นถูกวางไว้ในตำแหน่งใด แต่กระบวนการรู้จำใบหน้าของผึ้งนี้ก็คล้ายๆ กับมนุษย์ในแง่ที่ว่า ถ้าภาพถ่ายนั้นถูกพลิกแบบกลับหัวกลับหางก็จะไม่สามารถระบุได้อย่างถูกต้อง

คณะผู้วิจัยระบุไว้ในรายงานการค้นพบว่า "นี่เป็นหลักฐานว่า การรู้จำใบหน้านั้นจำเป็นต้องมีทั้งส่วนจำเพาะในสมองและระบบประสาทขั้นสูงเป็นพื้นฐานที่สำคัญ"
และเป็นที่น่าสังเกตว่าการทดลองนี้ก็เป็นการทดลองชุดเดียวกับที่ใช้ในคนที่มีความผิดปกติในการรู้จำด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาระบุด้วยว่า "ผึ้งจำนวน 2 ตัวซึ่งถูกทดสอบมาแล้วเป็นเวลา 2 วันแล้วยังคงจดจำข้อมูลไว้ในหน่วยความจำระยะยาวได้" ผึ้งตัวหนึ่งถูกให้คะแนนไว้ที่ร้อยละ
94
ในวันแรก และร้อยละ 79 ในวันที่สอง ส่วนผึ้งอีกตัวหนึ่งนั้นมีคะแนนตกลงไปจากร้อยละ 87 เหลือเพียงร้อยละ 76 ในช่วงเวลาเดียวกัน

นอกจากนั้น คณะผู้วิจัยยังได้ตรวจสอบว่าบรรดาผึ้งจะมีความสามารถในการรู้จำได้ดีกว่าสำหรับใบหน้าคนที่ได้รับการพิจารณามาแล้วว่ามีความแตกต่างกันมากๆ
พวกเขาค้นพบว่า นี่ดูเหมือนว่าจะเป็นอีกกรณีหนึ่ง แต่ผลลัพธ์นั้นก็ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (statistical significance) แต่อย่างใด

ไดเออร์เขียนในอีเมล์ว่า บรรดาผึ้งนั้นดูเหมือนจะไม่เข้าใจใบหน้าของมนุษย์นั้นคืออะไร เขากล่าวเสริมว่า "สำหรับบรรดาผึ้งนั้น ใบหน้าเป็นรูปแบบเชิงมิติ
(spatial patterns)
หรือเป็นของแปลกประหลาดที่คล้ายๆ กับดอกไม้"

ผึ้งนั้นเป็นที่รู้จักกันในแง่ความสามารถในการรู้จำรูปแบบ (patternrecognition abilities) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อที่จำแนกความแตกต่างระหว่างดอกไม้
สำหรับแมลงซึ่งอยู่ร่วมกันเป็นสังคมนั้นก็ใช้ในการจำแนกพวกที่อยู่ในรังเดียวกันได้ แต่ในการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า พวกมันสามารถรู้จำใบหน้าของมนุษย์ได้ดีกว่าที่มนุษย์จะทำได้ด้วยจำนวนเซลล์สมองในอัตราส่วน
1
ต่อ 10,000 เลยทีเดียว

ความมหัสจรรบนโลกของเรา ที่มนุษย์เรายังไม่ได้ค้นพบมีอีกมากครับ

ชอบจังเลยเรื่องวิทยาศาสตร์เนี่ย

พูดเรื่องวันนี้นิดนึง วันนี้ฝนก็ตก / ผมก็เปียกฝนอีกแล้ว (-__-) หวังว่าจะไม่เป็นหวัดนะ

วันนี้ที่โรงเรียนแจ้งกำหนดการการไปบางปะอินวันศุกร์แล้ว (พอดีเขาไปเที่ยวกันอะครับ) รถออก 6.30 . (สงสัยผมต้องตื่นตี 4 แน่ๆ) ไม่รู้จะตื่นทันหรือปล่าว "" 

แต่หลังจากวันศุกร์ ก็เป็นวันหยุดยาวววว (เสาร์ - อังคาร) คงมีเวลาจัดการเรื่องบล๊อกสักที

เย็นนี้ คาดว่าจะได้เรือกลง Windows ใหม่ เนื่องจากคอมง้องแง้งมานาน (แต่ไม่มีเวลา + ขี้เกียจนิดหน่อย) แต่ช่วงนี้เริ่มรู้สึกรำคาญ เลยคิดว่าน่าจะลงใหม่เย็นนี้

เอาละครับ พูดมามากและ ยังไงช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ

สวัสดีครับ


edit @ 2007/07/28 14:50:38

สวัสดีอีกรอบนะครับ วันนี้อัพบล๊อกบ่อยสักหน่อย

พอดีผม ไปเจอข่าวเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มาให้อ่านกันอีกแล้วครับ คราวนี้เป็นเรื่องน้ำ

Cradit : tkman

" น้ำ " ไหลขึ้นที่สูงได้ เชื่อหรือไม่

เมื่อพัฒนาจากแนวคิดไลเดนฟรอซเอฟเฟกต์ ที่อธิบายว่าหยดน้ำจะไม่สัมผัสกับพื้นผิวกระทะที่ร้อนฉ่า และยังสั่นไปมา ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ลองใช้พื้นผิวที่เป็นหยักก็พบว่าไอน้ำพาหยดน้ำขยับขึ้นไปตามแนวหยักได้

ภาพประกอบจากบทความ

บีบีซีนิวส์ นักฟิสิกส์สามารถทำให้ น้ำ ไหลขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างน่าอัศจรรย์ โดยสาธิตโชว์หยดน้ำที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นบนพื้นผิวหยักเหมือนขึ้นบันไดมีความชัน

12 องศา ซึ่งพัฒนาแนวคิดนี้มาจาก ไลเดนฟรอสต์ เอฟเฟกต์ ที่พบว่าหยดน้ำบนกระทะที่ร้อนจัดนั้นไม่ติดกับพื้นกระทะและสั่นไหวได้

นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ทำการทดลองเพื่อค้นหาว่าโมเลกุลของไอน้ำร้อนจะสามารถเคลื่อนที่ย้อนขึ้นที่สูงได้อย่างไร โดยผลการทดลองครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนอธิบายลงในวารสารฟิสิกส์รีวิวเล็ตเตอร์ส

( Physical Review Letters ) ว่าน่าจะนำไปใช้ในการทำความเย็นให้กับอุปกรณ์ไมโครชิป

สิ่งที่นักฟิสิกส์ทีมนี้ค้นพบก็เนื่องมาจากการสังเกตในห้องครัวอย่างที่ทุกๆ เคยเข้าไปหุงหาอาหารกัน โดยตั้งกระทะไว้บนเตาให้เกิดความร้อนจนเกิดจุดเดือดของน้ำ

และเมื่อหยดน้ำลงบนกระทะที่ร้อนบริเวณด้านใต้ของหยดน้ำที่สัมผัสกับผิวกระทะก็จะไม่ได้สัมผัสกันแนบชิด และสั่นไปมา ซึ่ง โยฮานน์ กอตต์ลอบ ไลเดนฟรอสต์ ( Johann

Gottlob Leidenfrost ) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันสามารถอธิบายได้เมื่อช่วงศตวรรษที่ 18 โดยต่อมาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ไลเด็นฟรอซ เอฟเฟค ( Leidenfrost Effect

)

หยดน้ำค่อยๆ เคลื่อนตัว โดยมีไอน้ำคอยพยุงอยู่ด้านล่าง

พวกเราสนใจว่าจะสามารถนำปรากฏการณ์นี้ไปใช้เคลื่อนย้ายของเหลวต่างๆ โดยรอบได้อย่างไร ดร.ไฮเนอร์ ลิงเค ( Heiner Linke ) เจ้าของโครงการทำน้ำเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ

ซึ่งวิธีการนั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แทนที่จะใช้วัตถุพื้นราบ ก็ใช้วัตถุที่เป็นร่องหยักๆ เหมือนขั้นบันไดแทน

จากการทดลองทีมงานเห็นหยดน้ำพยายามดิ้นผลักตัวขึ้นสู่ที่สูงตามรอยหยักที่มีความลาดชัน ไม่เหมือนกับตอนที่อยู่บนก้นกระทะแบนราบที่สั่นไปมาเพียงอย่างเดียว

ซึ่งตัวกลไกที่ทำให้หยดน้ำสามารถไหลย้อนขึ้นก็คือ ไอน้ำ ซึ่ง ดร.ลิงเคอธิบายว่า หยดน้ำอยู่บนไอน้ำที่กำลังไหลขึ้นสู่ที่สูงกว่า เหมือนกับไอน้ำเป็นเรือพาหยดน้ำไต่ขึ้นไปตามรอยหยักของพื้นผิว

หยดน้ำสามารถไต่รอยหยักไปได้ทีละขั้น ตามแนวลาดที่มีความชัน 12 องศา และเมื่อนำภาพที่บันทึกไว้มาฉายต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว จะเห็นว่าหยดน้ำกำลังไต่ขึ้นที่สูง

เหมือนกับสัตว์เซลล์เดียวไร้รูปร่างกำลังค่อยๆ กระดึบๆ

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ดร.ลิงเคกำลังศึกษาอยู่ก็คือต้องการให้มีการขับเคลื่อนในระดับโมเลกุล เพื่อนำไปใช้ในระบบทำความเย็นของคอมพิวเตอร์ไมโครชิป

ซึ่งกระแสไฟฟ้าได้ไหลผ่านไมโครโพสเซสเซอร์ ทำให้เกิดความร้อน และความร้อนดังกล่าวก็ไปจำกัดการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

แม้ว่าจะมีชิปหลายชนิดที่เติมวงจรที่ทำให้อุปกรณ์เย็นขึ้น แต่ก็ยังต้องการตัวปั๊มเพื่อผลักความเย็นกระจายได้ทั่ว ซึ่งทำให้ต้องสร้างความร้อนมากกว่าเดิมเสียอีก

ดังนั้นการที่สามารถบังคับทิศทางของโมเกลกุลของน้ำและไอน้ำได้นับเป็นหนทางที่จะช่วยให้เกิดการสร้างระบบทำความเย็นในไมโครชิปแบบที่ไม่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนใด

เพราะอย่างนี้แหละ ผมเลยชอบฟิสิกส์

อ้อ บล๊อกนี้เป็นบล๊อกแรกที่ผมใส่รูปโดยใช้ HTML Code นะครับ รูปขึ้นกันใหมเอ่ย