Orther

สวัสดีครับ ในที่สุดก็ได้มาเขียน Exteen อีกครัง หลังจากทนความอยากไม่ใหว

แล้วก็ใหนๆก็เขียนใหม่แล้ว เลยทำบล๊อกใหม่หมดเลยดีกว่า

อันดับแรกก็ต้องแนะนำตัวกันก่อนนะครับ ผมชื่อ ปวินท์ ครับ อายุ 15 ปีปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

ใช่แล้วครับ คุณอ่านไม่ผิดหรอกครับ ประถมศึกษาปีที่ 4 จริงๆครับบางคนสงสัยว่าทำไมเรียนช้าจัง ก็จะขอตอบว่า พอดีผมมีปัญหาด้านสายตาครับต้องผ่าตัดบ่อย ตอนเด็กๆ ต้องผ่าตัด+หยอดตา+ไปโรงพยาบาลบ่อยมาก เลยยังเข้าโรงเรียนไม่ได้มาได้เข้า ป.1 ก็ตอน 9 ขวบ

เรียนมาเรื่อยๆจนถึง ป.4 ตอน 12 ขวบ ก็ต้องผ่าตัดอีก แล้วก็หยุดไปอีก 2 ปี แล้วถึงมาเรียน ป.4 ตอน 15 นี่แหละครับปัจจุบันผมมองไม่เห็นทั้งสองข้าง และเรียนอยู่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพครับ

รู้จัก Exteen ครั้งแรกจากรายการวิทยุรายการหนึ่ง แล้วก็ได้เข้ามาอ่านบ่อยๆ

จนได้เข้ามาเขียนบล๊อกอยู่พักนึง แต่ก็หยุดไปเนื่องจาก หมดมุข+ตอนนั้นอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีอะไรจะเขียน เลยเลิกไป

แต่ตอนนี้เริ่มมีไฟอีกครั้งนึงแล้ว ประกอบกับ เพื่อนๆที่ตาบอดด้วยกันเข้ามาเขียนที่ Exteen กันหมดเลย เพื่อไม่ให้ตกเทร็นผมเลยต้องมาเขียนมั้ง แต่คลาวนี้จะไม่เลิกและ จะมาอัพเรื่อยๆนะครับ

บล๊อกของผมจะเป็นเรื่องแบบปนๆกันนะครับ เรียกว่าอัพตามใจตนเอง เหอๆ

ยังไงผมก็ขอฝากตัวเป็นสมาชิค Exteen อีกคนนึงด้วยนะครับ


edit @ 2007/07/17 17:17:58
edit @ 2007/07/17 17:39:24

เห้อ ขอบ่นคอมคั่นเวลาหน่อยนะครับ คอมผมมันเป็นอะไรไม่รู้ ปรกติผมจะใช้ Wordpad พิมพ์ข้อความ แล้วค่อยก๊อปมาโพดส์ลงบล๊อก ไม่รู้ว่ามันเป็นที่ IE7 หรือ Wordpad กันแน่
เวลาผมก๊อปข้อความมา พอถึงตรงที่มีภาษาอังกฤษมันจะหายไปเลย อย่างถ้าผมพิมพ์ว่า "แล้วพวกเราก็ขึ้นรถ Bus ไปที่สถานีรถไฟ (คิดว่าจะไปไม่ทันซะแล้วเพราะรถติดมาก)" ตอนพิมพ์ก็ปรกติดี แต่พอโพดส์มันเหลือแค่ "แล้วพวกเราก็ขึ้นรถ" แล้วก็ข้ามที่เหลือไปเลย

เมื่อกี้ก็ใส่ไปอีกเรื่องเป็นเหมือนกัน ตอนนี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อนโดยใช้ Notepad แทน เดี๋ยวพรุ่งนี้ได้ลุยกันแน่ๆ
IE 7 อีกอย่าง มันจะบล๊อกอะไรนักหนาไม่รู้ จะก๊อปข้อความสักทีก็ต้องถามยืนยัน เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องแก้อีกอย่าง
ความจริงอยากเปลี่ยนเป็น IE6 นะเนี่ย แต่ยังไม่พบหนทาง ประกอบกับขี้เกียจลง Windows ใหม่ (คนละเครื่องกับที่หอนะครับ อันนั้นลงใหม่ไปเรียบร้อย แต่ตอนนี้ใช้เครื่องที่บ้าน แบบว่ากลับบ้านแล้วอะครับ เครื่องนี้จะลงใหม่ทีวุ่นวายมาก)
เอาละครับ ไปโพดส์บล๊อกหลักต่อและ บล๊อกนี้เขียนขึ้นมาเพราะความเซ็งกับคอมที่บ้านนเท่านันเองครับ

สวัสดีครับ อัพอีกแล้ว ตอนกลางดึก เนื่องจากนอนกลางวันไปซะ 6 ชม. (นอนไปได้) ทำให้ไม่ง่วงตอนกลางคืน ไม่มีอะไรจะทำ เลยมานั่งปั่นการบ้าน การบ้านคือ ลอกข้อความในหนังสือ วันละ 5 บรรทัด ผมต้องลอก 7 วัน

7 * 5 35

สำหรับคนปรกติก็คงมองปร๊าด เขียนปรู๊ด แป๊บเดียวก็เสร็จ แต่ผมดีผมตาบอด เลยต้องอ่าน และ เขียนเป็นอักษรเบรล์ มันเลยช้า ทำตอนเกือบห้าทุ่ม เสร็จตอนเกือบตี1 แต่ก็ดี อีก 2 วันที่เหลือก็เต็มที่ได้เลย งานหมดและ ^^ 

แล้วเนื่องจากว่างตอนกลางคืน เลยหาเรื่องอะไรมาอัพใส่บล๊อก แล้วก็ไปเจอเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ กับกฏหมายของคน เลยลองก๊อปมาให้อ่านกัน ผมอ่านแล้วมีความรู้สึก 2 อย่าง

  1. แปลกดี ไม่คิดว่าคนเราจะคิดไปได้ขนาดนี้ เหอๆ (ความคิดขณะอ่าน)
  2. หลังจากอ่านจบ ความคิดมุมกลับผมแล่นเข้ามาทันทีเลย ทำไมคนทำร้ายสัตว์ไม่โดนลงโทษแบบนี้บ้างนะ

ความฝันของผมคือ อยากให้คนกับสัตว์อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข อยากให้คนที่มันชอบทารุนสัตว์เนี่ย โดนโทษอะไรก็ได้ หนักๆ ไม่รู้ผมสิงอยู่บอดร์ Pantip มากไปหรือปล่าว เหอๆ

===================

เมื่อสัตว์ทำผิดกฎหมายของคน!!

เรื่องพิลึกพิลั่นนี้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์จนได้ เมื่อกฎหมายของมนุษย์สร้างขึ้นมานั้นไม่เว้นยืนมือที่จะเอาผิดกับสัตว์ โดยไม่สนหรอกนะว่าสัตว์นั้นจะพูดได้หรือไม่ได้

ถ้าหากมันไปก้าวก่ายประเพณี กฎหมายของคน ต้องมีความผิดตามกฎหมาย

ไม่เว้นแม้แต่ แมว หมา ไก่ มด สัตว์ทุกชนิดโดนหมด

แต่หาเราดูในประวัติศาสตร์ที่จารึกของมนุษย์ชาติแล้วล่ะก็กรณีที่โด่งดังที่สุดในเรื่องที่มนุษย์ตัดสินให้สัตว์มีความผิดตามกฎหมายเห็นได้ว่ากรณีของช้างชื่อแมรี่

ถือได้ว่าโด่งดังที่สุดครับ

รู้หรือไหมว่าโลกของเราเคยตัดสินประหารชีวิตช้างที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงมาแล้ว

แมรี่ เป็นช้างตัวแรกที่ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา

แมรี่ เป็ช้างที่ถือว่าแก่มากแล้วอายุ 30 ปี หนัก 5 ตัน เป็นช้างพังประจำคณะละครสัตว์สปาร์ค ที่ตะเวณแสดงตามที่ต่างๆ มานาน 15 ปี แล้ว แต่เบื้องหลังพี่เลี้ยงช้างรู้ดีว่าแมรี่เป็นช้างที่ค่อนข้างมีนิสัยเลว

อารมณ์ร้าย แต่จำเป็นต้องเลี้ยงเพราะเป็นตัวชูโรงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คน

แล้วเรื่องมันก็เกิด

บ่ายวันอังคารที่ 12 ก.ย.1916 หลังการแสดง นายวอลเทอร์ เอลดริดจ์ ซึ่งเพิ่มมาทำงานที่คณะละครสัตว์ได้เพียง 2 วัน พาแมรี่ไปอาบน้ำ หลังอาบน้ำเสร็จก็พามันเดินกลับ

ระหว่างทางมีพยานหลายคนเห็นเหตุการณ์ว่าแมรี่เห็น แตงโมครึ่งลูกข้างถนน จึงเดินเข้าไปใช้งวงเก็บกินแต่โดนนายวอลเทอร์ใช้ตะขอเกี่ยวไม่ให้แมรี่เก็บแตงโมกิน แมรี่โมโหจึงใช้งวงคว้าเอววอลเทอร์จับฟาดกับซีเมนต์อ่างน้ำก่อนที่จะปล่อยลงพื้นแล้วกระทืบซ้ำจนหัวเละมันสมองและเลือดกระจายเกลื่อนถนน

แม้แมรี่จะเป็นดาราของคณะละครสัตว์แต่ชื่อเสียงที่ไม่สู้ดีว่าเป็นช้างเกเรมานานแล้ว ทำให้ชาวบ้านเรียกร้องให้จัดการสำเร็จโทษแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

โดยใช้วิธีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในที่เกิดเหตุ

"ฆ่ามัน ฆ่ามัน"

แต่การยิงเป้าเพื่อปลิดชีวิตช้างไม่ใช้เรื่องง่ายนักเพราะสมัยนั้นไม่มีปืนที่อนุภาพร้ายแรงพอที่จะทะลวงผิวหนังที่หยาบหนาของช้างได้

"ในประเทศนี้ไม่มีปืนใหญ่พอที่จะล้มช้างได้"เจ้าของคณะละครสัตว์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านจอให้ลองยิงดู การประหารชีวิตเริ่มต้น ณ ที่เกิดเหตุ มือประหารใช้ปืนสมัยนั้นยิงแมรี่ไป 5 นัด แต่ก็ล้มมันไม่ได้ เพราะกระสุนพุ่งข้าไปฝังผิวหนังเล็กน้อย

แมรี่จึงมีโอกาสต่อชีวิต ได้แสดงละครสัตว์ต่อไป โดยทุกคนหวังเห็นมันกลับเนื้อกลับตัวเป็นช้างนิสัยดี

วันต่อมาละครสัตว์ย้ายวิกจากคิงสปอต์ไปเปิดการแสดงที่จอห์นซิตี้คราวนี้แมรี่แสดงความเป็นอันธพาลอีก โดยวิ่งไล่ผู้จัดการคณะละครสัตว์ถึงขั้นใช้งวงจับเสื้อเขา

แค่โชคดีที่ผู้จัดการถอดเสื้อให้มันจึงรอดมาได้

จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเปิดประชุมโต๊ะกลมแล้วมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ "พอกันที" แม้มันจะมีค่าตัวถึง 2 หมื่นเหรียญ

(สมัยนั้นแพงมาก)

จากนั้นจึงได้ประชุมปรึกษาว่าควรประหารชีวิตด้วยวิธีใด ในเมื่อใช้ปืนไม่ได้ผล

ในที่สุดผลการประชุมก็ออกความเห็นว่า "ควรใช้วิธีแขวนคอโดยใช้รถเครน"

วันที่ 13 กันยายน นั่นเอง ทางคณะละครสัตว์เปิดโอกาสให้แมรี่แสดงเป็นตรั้งสุดท้าย จากนั้นชาวบ้านจึงพามันไปยังบริเวณใกล้สถานีรถไฟ โดยมีรถเครนยักษ์หนักกว่า

100 ตัน คอยอยู่

พร้อมกับฝรั่งมุงเป็นจำนวนมาก ที่ไปเป็นประจักษ์พยานการประหารชีวิตสัตว์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ผู้ทำการควบคุมรถเครนมีหลายคน หนึ่งในนั้นคือ มอนตี้

ลิลี่ อายุ 16 ปี(ปัจจุบันอายุ 81 ) เล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า

"เราเอาโซ่ขนาดใหญ่พันที่รอบคอแมรี่ แล้วใช้เครนยกขึ้น แต่พอเท้าพ้นจากพื้นราว 6 ฟุต โซ่เกิดขาด มันตกลงมาทำท่า งง แต่ไม่มีปฏิกิริยาอื่นๆ คงไม่รู้ว่ามันกำลังเจออะไร

เราจึงเอาโซ่ขนาดใหญ่กว่าเดิม ยกขึ้นใหม่ คราวนี้มันได้ผล มันลอยสูง โซ่รัดคอแน่นจนมันขาดใจตายอย่างรวดเร็ว"

แมรี่ถูกฝังในหลุมตรงแดนประหารนั้นเอง

แมรี่น่าจะไม่ใช้สัตว์ตัวแรกที่ถูกประหารชีวิตด้วยกฎหมายของคน จากประวัติศาสตร์เก่าแก่พบว่า พลาโต นักปรัชญาชาวกรีก เคยพูดว่า สัตว์ใดก็ตามที่ทำผิดฐานฆ่าคนควรลงโทษให้ตายตาม

โดยการประหารแล้วเอาศพมันไปทิ้งนอกประเทศ โดยใช้ญาติผู้ตายเป็นคนประหารมัน!!

ยัง ยังมีตอน 2 ครับ

"ความยุติธรรม บางครั้งก็เป็นความอยุติธรรมเช่นกัน"

ประเพณี กฎหมายพิสดารของคนเรา ที่ตัดสิน ลงโทษ สัตว์นั้นมีมาช้านานแล้ว ถ้าจะสาวไปถึงเรื่องเก่าๆ คงจะเป็นตรากฎหมายในคัมภีร์ไบเบิลถือได้ว่าเป็นหลักฐานเก่าที่ถูกจารึกมากที่สุดแล้ว

ในพระคริสต์ธรรมเดิม หรือ "โอลด์ เทสตาเม้นท์" บทที่ว่าด้วยเอ็กโซโดระบุว่า

"ถ้าโคขวิดผู้ใดตาย จงเอาหินขว้างโคนั้นให้ตาย แลเนื้อของมันอย่ากินมันเลย แต่เจ้าของนั้นหามีโทษไม่ หากโคนั้นเคยขวิดคนมาก่อน และมีผู้มาแจ้งความให้เจ้าของทราบ

แต่เจ้าของมิได้กักขังมันไว้ มันจึงขวิดชายหญิงถึงตาย จงเอาหินขวางโคนั้นเสีย แล้วจึงลงโทษให้เจ้าของนั้นตายตกตามกันไปด้วย"

ยังมีกฎหมายประกาศให้สัตว์อื่นๆ ให้ทราบอีก(ถ้าสัตว์นั้นทราบภาษาคนนะ) เช่น คศ864 รัฐสภาแห่งเวิร์มส์ ออกกฎหมายประกาศว่า ผึ้งรังไหนออกมาไล่ต่อยทำร้ายมนุษย์นั้น

ท่านให้จัดการรมควันทำลายรังที่ผึ้งตัวนั้นสังกัดอยู่ให้สิ้นซาก ผลคือกฎหมายนั้นจึงเป็นช่องว่างของอาชีพตีผึ้งเอาน้ำหวานโดยชอบธรรมเลย ฮ่าๆๆ

นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง..

ฝรั่งเศสตอนคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักบุญเบอร์นาร์ด กำลังเทศน์ในโบสถ์อยู่นั้น

จู่ๆ มีแมลงวันฝูงหนึ่งมาร่วมฟังเทศน์ร่วมกับคนซะด้วยสิ แต่แทนที่จะสำรวม กับทำเสียงดังหึ่งๆ และเที่ยวตอมคนในโบสถ์ จนนักบุญเบอร์เนาร์ดเกิดอาการโมโห

รำคาญใจอย่างยิ่ง ท่านเลยประกาศกลางที่ประชุมให้ตัดแมลงวันฝูงนั้นออกจากศาสนาในโบสถ์นั้นทันที

เอาเข้าไป..

สัตว์อีกหลายชนิดที่เป็นจำเลยสู่ตราชั่งธรรมของมนุษย์อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ๆ ที่คนเราไม่รีรอลงโทษมันอย่างประณีตบรรจง เช่นกัน

ในปี ค.ศ.1639 ม้าตัวหนึ่งถูกตัดสินประหารในศาลแห่งหนึ่งในเมืองดียองข้อหาพยศสะบัดคนขี่จนกระเด็นตกจากหลังคอหักตายบนพื้น

ในปี ค.ศ.1471 ไก่ตัวหนึ่งถูกนำมาขึ้นศาลเป็นจำเลยฐานที่ไปไข่บนหลังคาบ้านที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คำตัดสินคือ ให้จัดการประหารฐาน "กระทำวิปริตผิดวิสัยไก่"

แล้วเอาตัวมันไปย่างไฟด้วยการตรึงกางเขนก่อนนำไปฝัง เพราะถือว่า ไก่ตัวนี้อาจเป็นปีศาจจำแลงร่างมา

ในยุคกลางของยุโรปนั้นมีสัตว์จำนวนมากที่เดือดร้อนเพราะกฎหมายพอๆ กับคนที่ต้องเคร่งคัมภีร์ในสังคมเช่นกัน

ปี 1394 หมูตัวหนึ่งถูกตัดสินแขวนคอในมอร์มังดี ข้อหาไปกัดเด็กทารกคนหนึ่งตาย แถมเขมือบเด็กเป็นอาหารอีก จนชาวบ้านนำแม่หมูตัวหนึ่งกับลูกหมูอีก

6 ตัว ขึ้นศาล โดยตั้งข้อหาว่าเป็นอาชญากรรม ศาลตัดสินประหารชีวิตแค่แม่หมูตัวเดียว ส่วนลูกหมูอีก 6 ตัวนั้น ศาลสั่งไว้ชีวิต ปล่อยให้เจ้าของไปเลี้ยงต่อ เพราะถือว่าเป็นหมูเยาวชนมีอายุน้อย

กระทำการรุมฆ่าคนตายเพราะแม่มันไม่ดี สอนลูกทำเกินกว่าเหตุ

อย่างนี้ก็มี..?!

ปี ค.ศ.1519 ที่เมืองสเตลวิโอ ทางเหนือของอิตาลี ศาลได้รับการยื่นฟ้องจากโจทย์กล่าวหาตัวตุ๋นฝูงหนึ่งเป็นจำเลยว่าเป็นอาชญากรรมระรานพืชผลในไร่นาของคน

โดยการเที่ยวไชชอนอยู่ใต้ดิน คำตัดสินแรกของศาลคือให้ตุ่นเหล่านี้ปรากฏตัวต่อศาล สำแดงความสำนึกผิดในการกระทำของตน และขอขมาพร้อมกับทำทัณฑ์บนต่อศาลว่าหนหน้าจำเลยจะไม่ทำเช่นนี้อีก

แน่นอน ไม่มีตุ่นตัวไหนปรากฏตัวต่อศาลตามที่นัดไว้ ศาจจึงประกาศทำการพิจารณาคดีไปข้างเดียว(.) ผลการตัดสินคือให้จำเลย(ตุ่น)อพยพครอบครัวทั้งหมดออกไปจากที่ของโจทก์ภายใน

14 วัน ที่ศาลให้เวลาย้ายบ้านตั้ง 14 วัน ก็เพราะว่า "จำเลยมีลูกเล็กเด็กแดงที่จะต้องเป็นภาระในการอพยพไปหาที่ทำกินใหม่ลำบากอยู่สักหน่อย"

..เป็นคดีที่ต๊องจริงๆ

บางคดีที่สัตว์ทำผิดกฎหมายก็อุตสาห์มีคนเข้ามาเป็นทนายแก้ต่างกับพวกสัตว์อีก เช่น

ค.ศ.1499 มีหมีป่าออกอาละวาดตามหมู่บ้านคนเยอรมันทางตอนใต้ แต่เมื่อขึ้นศาลมีอันต้องเลื่อนการพิจาณาคดีหนึ่งสัปดาห์ เพราะศาลต้องพิจารณาคดีว่าจะ

ให้หมีตัวอื่นมานั่งเป็นคณะลูกขุนพิจารณาคดีโทษจำเลยหรือไม่..

ค.ศ.1521 หนูจำนวนหนึ่งทำลายข้าวบาร์เลย์ในไร่แห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อศาลออกหมายเรียกฝูงหนูมาปรากฏตัวพิจารณาคดีไต่สวน ปรากฏว่าเหล่าหนูไม่ปรากฏตัวต่อศาล(ของมันแน่อยู่แล้ว)

ทำให้ทนายหัวแหลมชื่อบาร์โธโลมิว ชาสเซนี ออกมาแก้ตัวแทนเหล่าหนูแทน โดยอ้างว่าศาลมิได้ระบุให้แน่นอนว่าจำเลยลูกความของตนนั้น เป็นตัวไหนตัวไหนบ้าง เมื่อศาลได้ยินจึงออกหมายใหม่สั่งให้เรียกจำเลย(หนู)ทั้งหมดให้มาปรากฏตัว

ซึ่งได้แก่บรรดาหนูที่อาศัยในละแวกนั้นทั้งบาง

แต่ถึงยังไงจำเลย(หนู)ก็ไม่ปรากฏตัวต่อศาลสักตัว ฝ่ายทนายหนูจึงอ้างต่อศาลว่าที่ลูกความของตนไม่มาศาล เพราะถูกคุกคามโดยแมวฝ่ายโจทย์หรืออัยการ

จึงขอให้อัยการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันต่อศาลว่าจำเลย(หู)จะปลอดภัยจากแมวของฝ่ายอัยการขณะมาที่ศาล แต่อัยการปฏิเสธวางหลักค้ำประกัน ทำให้คดีนี้ยุติในที่สุด

..ต๊องพอๆ กัน

ค.ศ.1659 หนอนผีเสื้อในอิตาลีจำนวนมาก ได้รับคำสั่งให้ปรากฏตัวต่อศาลในข้อหาบุกรุกทำลายทรัพย์สินชาวนา โดยศาลปิดหมายบอกกล่าวกับผีเสื้อตามต้นไม้ต้นหนึ่งในเขตหนึ่งๆ

ที่มี 5 เขตด้วยกัน ที่มีการฟ้องร้องว่าเกิดความเสียหาย โดยหมายศาลนั้นบอกถึงการตัดสินของศาลให้บรรดาหนอนผีเสื้อเหล่านี้ย้ายกลับไปที่อยู่เดิมของตน ห้ามกินพืชไร่นาของชาวไร่ชาวนามันคงอ่านออกน่ะ

ค.ศ.1709 ที่เมืองมารายโฮในบราซิล อเมริกาใต้ ชุมชนบาทหลวงฟรานซิสร้องเรียนต่อศาลว่า พวกตนถูกรบกวนโดยปลวกที่กัดกินอาหารและเครื่องเรือน มีการออกหมายศาลเรียกปลวสกขึ้นต่อสู้ในศาล

แน่นอนปลวกไม่มา คนที่เป็นทนายจึงอาสาว่าความแทนปลวก โดยเน้นให้ศาลเห็นใจปลวกที่เป็นสัตว์ขยันอดทน และมันอยู่ที่เดิมของมันอยู่ก่อนแล้วก่อนทีบาทหลวงตั้งถิ่นฐานอีก

คดีนี้มีการพิจารณาอย่างยื้อเยื้อยาวนาน จนนั้นที่สุดศาลจึงมีคำสั่งให้ไกล่เกลี่ยกันเองในที่สุด

การพิจารณาโทษลงโทษสัตว์ ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อไม่นานมานี้(ปีไหนไม่ทราบหนังสือของคนเขียนหาย)ที่ศาลแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์

ทำการตัดสินคดีฆาตกรรมรายหนึ่งที่มีชายคนหนึ่งกับหมาตัวหนึ่งตกเป็นจำเลย ศาลได้พิจารณาให้จำเลยคนจำคุกตลอดชีวิตฐานมีความผิด ส่วนหมาของจำเลยให้นำไปประหารเสียฐานเป็นตัวการให้โจทก์ตาย

จากต่วนตูนพิเศษ กันยายน 2540 ฉบับ271+ +

Cradit จาก คุณ cammy