สวัสดีครับ อัพอีกแล้ว ตอนกลางดึก เนื่องจากนอนกลางวันไปซะ 6 ชม. (นอนไปได้) ทำให้ไม่ง่วงตอนกลางคืน ไม่มีอะไรจะทำ เลยมานั่งปั่นการบ้าน การบ้านคือ ลอกข้อความในหนังสือ วันละ 5 บรรทัด ผมต้องลอก 7 วัน
7 * 5 35
สำหรับคนปรกติก็คงมองปร๊าด เขียนปรู๊ด แป๊บเดียวก็เสร็จ แต่ผมดีผมตาบอด เลยต้องอ่าน และ เขียนเป็นอักษรเบรล์ มันเลยช้า ทำตอนเกือบห้าทุ่ม เสร็จตอนเกือบตี1 แต่ก็ดี อีก 2 วันที่เหลือก็เต็มที่ได้เลย งานหมดและ ^^
แล้วเนื่องจากว่างตอนกลางคืน เลยหาเรื่องอะไรมาอัพใส่บล๊อก แล้วก็ไปเจอเรื่องนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ กับกฏหมายของคน เลยลองก๊อปมาให้อ่านกัน ผมอ่านแล้วมีความรู้สึก 2 อย่าง
- แปลกดี ไม่คิดว่าคนเราจะคิดไปได้ขนาดนี้ เหอๆ (ความคิดขณะอ่าน)
- หลังจากอ่านจบ ความคิดมุมกลับผมแล่นเข้ามาทันทีเลย ทำไมคนทำร้ายสัตว์ไม่โดนลงโทษแบบนี้บ้างนะ
ความฝันของผมคือ อยากให้คนกับสัตว์อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข อยากให้คนที่มันชอบทารุนสัตว์เนี่ย โดนโทษอะไรก็ได้ หนักๆ ไม่รู้ผมสิงอยู่บอดร์ Pantip มากไปหรือปล่าว เหอๆ
===================
เมื่อสัตว์ทำผิดกฎหมายของคน!!
เรื่องพิลึกพิลั่นนี้เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์จนได้ เมื่อกฎหมายของมนุษย์สร้างขึ้นมานั้นไม่เว้นยืนมือที่จะเอาผิดกับสัตว์ โดยไม่สนหรอกนะว่าสัตว์นั้นจะพูดได้หรือไม่ได้
ถ้าหากมันไปก้าวก่ายประเพณี กฎหมายของคน ต้องมีความผิดตามกฎหมาย
ไม่เว้นแม้แต่ แมว หมา ไก่ มด สัตว์ทุกชนิดโดนหมด
แต่หาเราดูในประวัติศาสตร์ที่จารึกของมนุษย์ชาติแล้วล่ะก็กรณีที่โด่งดังที่สุดในเรื่องที่มนุษย์ตัดสินให้สัตว์มีความผิดตามกฎหมายเห็นได้ว่ากรณีของช้างชื่อแมรี่
ถือได้ว่าโด่งดังที่สุดครับ
รู้หรือไหมว่าโลกของเราเคยตัดสินประหารชีวิตช้างที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงมาแล้ว
แมรี่ เป็นช้างตัวแรกที่ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา
แมรี่ เป็ช้างที่ถือว่าแก่มากแล้วอายุ 30 ปี หนัก 5 ตัน เป็นช้างพังประจำคณะละครสัตว์สปาร์ค ที่ตะเวณแสดงตามที่ต่างๆ มานาน 15 ปี แล้ว แต่เบื้องหลังพี่เลี้ยงช้างรู้ดีว่าแมรี่เป็นช้างที่ค่อนข้างมีนิสัยเลว
อารมณ์ร้าย แต่จำเป็นต้องเลี้ยงเพราะเป็นตัวชูโรงเป็นแม่เหล็กดึงดูดผู้คน
แล้วเรื่องมันก็เกิด
บ่ายวันอังคารที่ 12 ก.ย.1916 หลังการแสดง นายวอลเทอร์ เอลดริดจ์ ซึ่งเพิ่มมาทำงานที่คณะละครสัตว์ได้เพียง 2 วัน พาแมรี่ไปอาบน้ำ หลังอาบน้ำเสร็จก็พามันเดินกลับ
ระหว่างทางมีพยานหลายคนเห็นเหตุการณ์ว่าแมรี่เห็น แตงโมครึ่งลูกข้างถนน จึงเดินเข้าไปใช้งวงเก็บกินแต่โดนนายวอลเทอร์ใช้ตะขอเกี่ยวไม่ให้แมรี่เก็บแตงโมกิน แมรี่โมโหจึงใช้งวงคว้าเอววอลเทอร์จับฟาดกับซีเมนต์อ่างน้ำก่อนที่จะปล่อยลงพื้นแล้วกระทืบซ้ำจนหัวเละมันสมองและเลือดกระจายเกลื่อนถนน
แม้แมรี่จะเป็นดาราของคณะละครสัตว์แต่ชื่อเสียงที่ไม่สู้ดีว่าเป็นช้างเกเรมานานแล้ว ทำให้ชาวบ้านเรียกร้องให้จัดการสำเร็จโทษแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
โดยใช้วิธีการประหารชีวิตด้วยการยิงเป้าในที่เกิดเหตุ
"ฆ่ามัน ฆ่ามัน"
แต่การยิงเป้าเพื่อปลิดชีวิตช้างไม่ใช้เรื่องง่ายนักเพราะสมัยนั้นไม่มีปืนที่อนุภาพร้ายแรงพอที่จะทะลวงผิวหนังที่หยาบหนาของช้างได้
"ในประเทศนี้ไม่มีปืนใหญ่พอที่จะล้มช้างได้"เจ้าของคณะละครสัตว์กล่าว
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านจอให้ลองยิงดู การประหารชีวิตเริ่มต้น ณ ที่เกิดเหตุ มือประหารใช้ปืนสมัยนั้นยิงแมรี่ไป 5 นัด แต่ก็ล้มมันไม่ได้ เพราะกระสุนพุ่งข้าไปฝังผิวหนังเล็กน้อย
แมรี่จึงมีโอกาสต่อชีวิต ได้แสดงละครสัตว์ต่อไป โดยทุกคนหวังเห็นมันกลับเนื้อกลับตัวเป็นช้างนิสัยดี
วันต่อมาละครสัตว์ย้ายวิกจากคิงสปอต์ไปเปิดการแสดงที่จอห์นซิตี้คราวนี้แมรี่แสดงความเป็นอันธพาลอีก โดยวิ่งไล่ผู้จัดการคณะละครสัตว์ถึงขั้นใช้งวงจับเสื้อเขา
แค่โชคดีที่ผู้จัดการถอดเสื้อให้มันจึงรอดมาได้
จากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเปิดประชุมโต๊ะกลมแล้วมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ "พอกันที" แม้มันจะมีค่าตัวถึง 2 หมื่นเหรียญ
(สมัยนั้นแพงมาก)
จากนั้นจึงได้ประชุมปรึกษาว่าควรประหารชีวิตด้วยวิธีใด ในเมื่อใช้ปืนไม่ได้ผล
ในที่สุดผลการประชุมก็ออกความเห็นว่า "ควรใช้วิธีแขวนคอโดยใช้รถเครน"
วันที่ 13 กันยายน นั่นเอง ทางคณะละครสัตว์เปิดโอกาสให้แมรี่แสดงเป็นตรั้งสุดท้าย จากนั้นชาวบ้านจึงพามันไปยังบริเวณใกล้สถานีรถไฟ โดยมีรถเครนยักษ์หนักกว่า
100 ตัน คอยอยู่
พร้อมกับฝรั่งมุงเป็นจำนวนมาก ที่ไปเป็นประจักษ์พยานการประหารชีวิตสัตว์ครั้งประวัติศาสตร์นี้ ผู้ทำการควบคุมรถเครนมีหลายคน หนึ่งในนั้นคือ มอนตี้
ลิลี่ อายุ 16 ปี(ปัจจุบันอายุ 81 ) เล่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า
"เราเอาโซ่ขนาดใหญ่พันที่รอบคอแมรี่ แล้วใช้เครนยกขึ้น แต่พอเท้าพ้นจากพื้นราว 6 ฟุต โซ่เกิดขาด มันตกลงมาทำท่า งง แต่ไม่มีปฏิกิริยาอื่นๆ คงไม่รู้ว่ามันกำลังเจออะไร
เราจึงเอาโซ่ขนาดใหญ่กว่าเดิม ยกขึ้นใหม่ คราวนี้มันได้ผล มันลอยสูง โซ่รัดคอแน่นจนมันขาดใจตายอย่างรวดเร็ว"
แมรี่ถูกฝังในหลุมตรงแดนประหารนั้นเอง
แมรี่น่าจะไม่ใช้สัตว์ตัวแรกที่ถูกประหารชีวิตด้วยกฎหมายของคน จากประวัติศาสตร์เก่าแก่พบว่า พลาโต นักปรัชญาชาวกรีก เคยพูดว่า สัตว์ใดก็ตามที่ทำผิดฐานฆ่าคนควรลงโทษให้ตายตาม
โดยการประหารแล้วเอาศพมันไปทิ้งนอกประเทศ โดยใช้ญาติผู้ตายเป็นคนประหารมัน!!
ยัง ยังมีตอน 2 ครับ
"ความยุติธรรม บางครั้งก็เป็นความอยุติธรรมเช่นกัน"
ประเพณี กฎหมายพิสดารของคนเรา ที่ตัดสิน ลงโทษ สัตว์นั้นมีมาช้านานแล้ว ถ้าจะสาวไปถึงเรื่องเก่าๆ คงจะเป็นตรากฎหมายในคัมภีร์ไบเบิลถือได้ว่าเป็นหลักฐานเก่าที่ถูกจารึกมากที่สุดแล้ว
ในพระคริสต์ธรรมเดิม หรือ "โอลด์ เทสตาเม้นท์" บทที่ว่าด้วยเอ็กโซโดระบุว่า
"ถ้าโคขวิดผู้ใดตาย จงเอาหินขว้างโคนั้นให้ตาย แลเนื้อของมันอย่ากินมันเลย แต่เจ้าของนั้นหามีโทษไม่ หากโคนั้นเคยขวิดคนมาก่อน และมีผู้มาแจ้งความให้เจ้าของทราบ
แต่เจ้าของมิได้กักขังมันไว้ มันจึงขวิดชายหญิงถึงตาย จงเอาหินขวางโคนั้นเสีย แล้วจึงลงโทษให้เจ้าของนั้นตายตกตามกันไปด้วย"
ยังมีกฎหมายประกาศให้สัตว์อื่นๆ ให้ทราบอีก(ถ้าสัตว์นั้นทราบภาษาคนนะ) เช่น คศ864 รัฐสภาแห่งเวิร์มส์ ออกกฎหมายประกาศว่า ผึ้งรังไหนออกมาไล่ต่อยทำร้ายมนุษย์นั้น
ท่านให้จัดการรมควันทำลายรังที่ผึ้งตัวนั้นสังกัดอยู่ให้สิ้นซาก ผลคือกฎหมายนั้นจึงเป็นช่องว่างของอาชีพตีผึ้งเอาน้ำหวานโดยชอบธรรมเลย ฮ่าๆๆ
นี้ก็อีกเรื่องหนึ่ง..
ฝรั่งเศสตอนคริสต์ศตวรรษที่ 11 นักบุญเบอร์นาร์ด กำลังเทศน์ในโบสถ์อยู่นั้น
จู่ๆ มีแมลงวันฝูงหนึ่งมาร่วมฟังเทศน์ร่วมกับคนซะด้วยสิ แต่แทนที่จะสำรวม กับทำเสียงดังหึ่งๆ และเที่ยวตอมคนในโบสถ์ จนนักบุญเบอร์เนาร์ดเกิดอาการโมโห
รำคาญใจอย่างยิ่ง ท่านเลยประกาศกลางที่ประชุมให้ตัดแมลงวันฝูงนั้นออกจากศาสนาในโบสถ์นั้นทันที
เอาเข้าไป..
สัตว์อีกหลายชนิดที่เป็นจำเลยสู่ตราชั่งธรรมของมนุษย์อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะสัตว์ใหญ่ๆ ที่คนเราไม่รีรอลงโทษมันอย่างประณีตบรรจง เช่นกัน
ในปี ค.ศ.1639 ม้าตัวหนึ่งถูกตัดสินประหารในศาลแห่งหนึ่งในเมืองดียองข้อหาพยศสะบัดคนขี่จนกระเด็นตกจากหลังคอหักตายบนพื้น
ในปี ค.ศ.1471 ไก่ตัวหนึ่งถูกนำมาขึ้นศาลเป็นจำเลยฐานที่ไปไข่บนหลังคาบ้านที่เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คำตัดสินคือ ให้จัดการประหารฐาน "กระทำวิปริตผิดวิสัยไก่"
แล้วเอาตัวมันไปย่างไฟด้วยการตรึงกางเขนก่อนนำไปฝัง เพราะถือว่า ไก่ตัวนี้อาจเป็นปีศาจจำแลงร่างมา
ในยุคกลางของยุโรปนั้นมีสัตว์จำนวนมากที่เดือดร้อนเพราะกฎหมายพอๆ กับคนที่ต้องเคร่งคัมภีร์ในสังคมเช่นกัน
ปี 1394 หมูตัวหนึ่งถูกตัดสินแขวนคอในมอร์มังดี ข้อหาไปกัดเด็กทารกคนหนึ่งตาย แถมเขมือบเด็กเป็นอาหารอีก จนชาวบ้านนำแม่หมูตัวหนึ่งกับลูกหมูอีก
6 ตัว ขึ้นศาล โดยตั้งข้อหาว่าเป็นอาชญากรรม ศาลตัดสินประหารชีวิตแค่แม่หมูตัวเดียว ส่วนลูกหมูอีก 6 ตัวนั้น ศาลสั่งไว้ชีวิต ปล่อยให้เจ้าของไปเลี้ยงต่อ เพราะถือว่าเป็นหมูเยาวชนมีอายุน้อย
กระทำการรุมฆ่าคนตายเพราะแม่มันไม่ดี สอนลูกทำเกินกว่าเหตุ
อย่างนี้ก็มี..?!
ปี ค.ศ.1519 ที่เมืองสเตลวิโอ ทางเหนือของอิตาลี ศาลได้รับการยื่นฟ้องจากโจทย์กล่าวหาตัวตุ๋นฝูงหนึ่งเป็นจำเลยว่าเป็นอาชญากรรมระรานพืชผลในไร่นาของคน
โดยการเที่ยวไชชอนอยู่ใต้ดิน คำตัดสินแรกของศาลคือให้ตุ่นเหล่านี้ปรากฏตัวต่อศาล สำแดงความสำนึกผิดในการกระทำของตน และขอขมาพร้อมกับทำทัณฑ์บนต่อศาลว่าหนหน้าจำเลยจะไม่ทำเช่นนี้อีก
แน่นอน ไม่มีตุ่นตัวไหนปรากฏตัวต่อศาลตามที่นัดไว้ ศาจจึงประกาศทำการพิจารณาคดีไปข้างเดียว(.) ผลการตัดสินคือให้จำเลย(ตุ่น)อพยพครอบครัวทั้งหมดออกไปจากที่ของโจทก์ภายใน
14 วัน ที่ศาลให้เวลาย้ายบ้านตั้ง 14 วัน ก็เพราะว่า "จำเลยมีลูกเล็กเด็กแดงที่จะต้องเป็นภาระในการอพยพไปหาที่ทำกินใหม่ลำบากอยู่สักหน่อย"
..เป็นคดีที่ต๊องจริงๆ
บางคดีที่สัตว์ทำผิดกฎหมายก็อุตสาห์มีคนเข้ามาเป็นทนายแก้ต่างกับพวกสัตว์อีก เช่น
ค.ศ.1499 มีหมีป่าออกอาละวาดตามหมู่บ้านคนเยอรมันทางตอนใต้ แต่เมื่อขึ้นศาลมีอันต้องเลื่อนการพิจาณาคดีหนึ่งสัปดาห์ เพราะศาลต้องพิจารณาคดีว่าจะ
ให้หมีตัวอื่นมานั่งเป็นคณะลูกขุนพิจารณาคดีโทษจำเลยหรือไม่..
ค.ศ.1521 หนูจำนวนหนึ่งทำลายข้าวบาร์เลย์ในไร่แห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อศาลออกหมายเรียกฝูงหนูมาปรากฏตัวพิจารณาคดีไต่สวน ปรากฏว่าเหล่าหนูไม่ปรากฏตัวต่อศาล(ของมันแน่อยู่แล้ว)
ทำให้ทนายหัวแหลมชื่อบาร์โธโลมิว ชาสเซนี ออกมาแก้ตัวแทนเหล่าหนูแทน โดยอ้างว่าศาลมิได้ระบุให้แน่นอนว่าจำเลยลูกความของตนนั้น เป็นตัวไหนตัวไหนบ้าง เมื่อศาลได้ยินจึงออกหมายใหม่สั่งให้เรียกจำเลย(หนู)ทั้งหมดให้มาปรากฏตัว
ซึ่งได้แก่บรรดาหนูที่อาศัยในละแวกนั้นทั้งบาง
แต่ถึงยังไงจำเลย(หนู)ก็ไม่ปรากฏตัวต่อศาลสักตัว ฝ่ายทนายหนูจึงอ้างต่อศาลว่าที่ลูกความของตนไม่มาศาล เพราะถูกคุกคามโดยแมวฝ่ายโจทย์หรืออัยการ
จึงขอให้อัยการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันต่อศาลว่าจำเลย(หู)จะปลอดภัยจากแมวของฝ่ายอัยการขณะมาที่ศาล แต่อัยการปฏิเสธวางหลักค้ำประกัน ทำให้คดีนี้ยุติในที่สุด
..ต๊องพอๆ กัน
ค.ศ.1659 หนอนผีเสื้อในอิตาลีจำนวนมาก ได้รับคำสั่งให้ปรากฏตัวต่อศาลในข้อหาบุกรุกทำลายทรัพย์สินชาวนา โดยศาลปิดหมายบอกกล่าวกับผีเสื้อตามต้นไม้ต้นหนึ่งในเขตหนึ่งๆ
ที่มี 5 เขตด้วยกัน ที่มีการฟ้องร้องว่าเกิดความเสียหาย โดยหมายศาลนั้นบอกถึงการตัดสินของศาลให้บรรดาหนอนผีเสื้อเหล่านี้ย้ายกลับไปที่อยู่เดิมของตน ห้ามกินพืชไร่นาของชาวไร่ชาวนามันคงอ่านออกน่ะ
ค.ศ.1709 ที่เมืองมารายโฮในบราซิล อเมริกาใต้ ชุมชนบาทหลวงฟรานซิสร้องเรียนต่อศาลว่า พวกตนถูกรบกวนโดยปลวกที่กัดกินอาหารและเครื่องเรือน มีการออกหมายศาลเรียกปลวสกขึ้นต่อสู้ในศาล
แน่นอนปลวกไม่มา คนที่เป็นทนายจึงอาสาว่าความแทนปลวก โดยเน้นให้ศาลเห็นใจปลวกที่เป็นสัตว์ขยันอดทน และมันอยู่ที่เดิมของมันอยู่ก่อนแล้วก่อนทีบาทหลวงตั้งถิ่นฐานอีก
คดีนี้มีการพิจารณาอย่างยื้อเยื้อยาวนาน จนนั้นที่สุดศาลจึงมีคำสั่งให้ไกล่เกลี่ยกันเองในที่สุด
การพิจารณาโทษลงโทษสัตว์ ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อไม่นานมานี้(ปีไหนไม่ทราบหนังสือของคนเขียนหาย)ที่ศาลแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์
ทำการตัดสินคดีฆาตกรรมรายหนึ่งที่มีชายคนหนึ่งกับหมาตัวหนึ่งตกเป็นจำเลย ศาลได้พิจารณาให้จำเลยคนจำคุกตลอดชีวิตฐานมีความผิด ส่วนหมาของจำเลยให้นำไปประหารเสียฐานเป็นตัวการให้โจทก์ตาย
จากต่วนตูนพิเศษ กันยายน 2540 ฉบับ271+ +
Cradit จาก คุณ cammy